ขายดีจนกังวล! บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล แบบไหนเซฟภาษีและปลอดภัยกว่ากัน?
ขายดีจนกังวล!
บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
แบบไหนเซฟภาษี
และปลอดภัยกว่ากัน?
"ยินดีด้วยครับ คุณมียอดเงินโอนเข้าบัญชีเกิน 400 ครั้ง และมียอดรวมเกิน 2 ล้านบาทในรอบปีที่ผ่านมา..."
วินาทีที่ผู้ประกอบการ หรือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้รับจดหมายแจ้งเตือนจากธนาคาร หรือเริ่มเห็นข่าว กรมสรรพากร เอาจริงเรื่องการตรวจเช็คเส้นทางการเงิน เชื่อเลยครับว่าจากเดิมที่เคยดีใจว่า "ปีนี้เราขายดีมาก" จะกลายเป็นความเครียดลึกๆ จนนอนไม่หลับ เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะโดนภาษีย้อนหลังก้อนโตเล่นงานเมื่อไหร่
เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต คำถามยอดฮิตที่วิ่งเข้ามาในหัวของทุกคนคือ "เราควรอยู่แบบบุคคลธรรมดาต่อไป หรือยอมก้าวไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลดี?" แบบไหนจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้มากกว่ากัน และแบบไหนที่ทำแล้วจะปลอดภัยหายห่วงในระยะยาว วันนี้ SETUP ACCOUNTING จะมาผ่าโครงสร้างภาษีเปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆ หมัดต่อหมัด ด้วยภาษาธุรกิจที่เข้าใจง่ายที่สุด ไม่ต้องปวดหัวกับสูตรคำนวณซับซ้อนครับ
หมัดที่ 1: อัตราภาษีและการคำนวณเงิน (ใครจ่ายแพงกว่ากัน?)
จุดต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล คือ "วิธีที่สรรพากรใช้คิดเงินจากเรา" ครับ ซึ่งบอกเลยว่าเพดานตัวเลขนั้นต่างกันลิบลับ
1. ฝั่งบุคคลธรรมดา: ยิ่งหาได้เยอะ ยิ่งโดนกรีดเลือด!
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้อัตราภาษีแบบ "ขั้นบันได" (Progressive Tax Rate) เริ่มต้นตั้งแต่ 0% ไปจนถึงสูงสุดที่ 35% หมายความว่า ยิ่งคุณขยัน ยิ่งขายดี ยอดขายยิ่งสูง บันไดภาษีของคุณจะยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ฝั่งบุคคลธรรมดายังมีจุดอ่อนร้ายแรงเรื่องการหักค่าใช้จ่าย ปัจจุบันสรรพากรยอมให้พ่อค้าออนไลน์หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เพียง 60% เท่านั้น! สมมติคุณขายของได้ 100 บาท สรรพากรทึกทักทันทีว่าคุณมีกำไร 40 บาท (ทั้งที่ความจริงกำไรคุณอาจจะแค่ 10 บาทเพราะต้นทุนของแพง) คุณจึงต้องเสียภาษีบนฐานกำไรทิพย์ที่สูงเกินจริง และหากต้องการเลือกเสียภาษีจากค่าใช้จ่ายตามจริง ก็มีความซับซ้อนและใช้เวลาในการทำงานมากจนไม่ได้ใช้เวลาโฟกัสในธุรกิจ หลายธุรกิจจึงเลือกทำผิด โดยการยื่นรายได้ไม่ครบตามจริง ซึ่งนำมาสู่ภาษีย้อนหลังจำนวนมากครับ
2. ฝั่งนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน): เพดานต่ำ มีเกราะกำบัง
เมื่อคุณจดเป็นบริษัท สรรพากรจะไม่ใช้เกณฑ์ขั้นบันไดของบุคคลธรรมดาแล้ว แต่จะคิดภาษีจาก "กำไรสุทธิที่แท้จริง" (รายรับ หัก เอกสารรับ-จ่าย ตามจริง) โดยมีอัตราเพดานสูงสุดเพียง 20% เท่านั้น
ที่สำคัญถ้ายอดขายของคุณยังไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีหรือมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้าน
คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะ SMEs ซึ่งได้ลดหย่อนภาษีเพิ่มไปอีก คือ กำไร 300,000 บาทแรก = ยกเว้นภาษี (0%) และกำไรส่วน 300,001 - 3,000,000 บาท เสียภาษีเพียง 15% เท่านั้นครับ!
ตารางเทียบให้เห็นภาพ: ขายได้เท่ากัน แต่เสียภาษีต่างกันหลักแสน!
มาลองดูเคสสมมติกันครับ หากคุณมียอดขาย 3,000,000 บาท และมีต้นทุนค่าของบวกค่าขนส่งจริงๆ อยู่ที่ 2,000,000 บาท (เหลือกำไรจริง 1,000,000 บาท) ถ้าเสียภาษีสองแบบจะต่างกันขนาดไหน:
หมายเหตุ: นี่คือการคำนวณเบื้องต้น ในความเป็นจริงถ้านิติบุคคลมีการวางแผนภาษีที่ดี มีการตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง จะสามารถเซฟภาษีลงไปได้มากกว่านี้อีกมหาศาลครับ
หมัดที่ 2: ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ (ถ้าธุรกิจพัง ใครเจ็บ?)
การทำธุรกิจมีความเสี่ยง วันนี้ขายดี วันหน้าอาจจะเจอวิกฤตเศรษฐกิจหรือคู่ค้าเบี้ยวเงิน จุดนี้คือจุดที่น่ากลัวที่สุดสำหรับบุคคลธรรมดาครับ
บุคคลธรรมดา = รับผิดชอบไม่จำกัดจำนวน: หากคุณไปกู้เงินมาหมุนเวียนแล้วธุรกิจเกิดเจ๊ง หรือไปทำสัญญาพลาดโดนฟ้องร้อง เจ้าหนี้มีสิทธิ์ตามยึดทรัพย์สินส่วนตัวของคุณได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่คุณอยู่ รถที่คุณขับ หรือเงินสดในบัญชีส่วนตัว เพราะในทางกฎหมาย "คุณกับธุรกิจคือคนๆ เดียวกัน"
นิติบุคคล = จำกัดความรับผิดชอบ: สมชื่อ "บริษัทจำกัด" ครับ ในทางกฎหมาย บริษัทคือบุคคลสมมติที่แยกออกจากตัวคุณอย่างเด็ดขาด หากบริษัทเกิดหนี้สินหรือโดนฟ้องร้อง คุณในฐานะกรรมการหรือผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบสูงสุดไม่เกิน "จำนวนเงินทุนที่คุณยังจ่ายค่าหุ้นไม่ครบ" เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัว บ้าน รถ ของครอบครัวคุณจะปลอดภัย 100% ไม่มีใครตามมายึดได้ครับ
3 เช็คลิสต์: ถึงเวลาที่คุณต้องย้ายไปจดบริษัทแล้วหรือยัง?
ถ้าคุณมีข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อนี้ ครอบครัว SETUP แนะนำว่าควรรีบเตรียมตัวย้ายเข้าระบบนิติบุคคลด่วนครับ เพื่อความปลอดภัย:
1. รายได้ต่อปีเริ่มเข้าใกล้ 1.8 ล้านบาท: เพราะเมื่อเกิน 1.8 ล้าน คุณต้องเข้าสู่ระบบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทันที การทำ VAT ในนามบุคคลธรรมดามีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำระบบพลาดและโดนค่าปรับย้อนหลังจนหมดตัว และ VAT ยังตามติดตัวคุณไปทุกธุรกิจที่คุณทำ
2. มีคู่ค้าเป็นบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานรัฐ: องค์กรส่วนใหญ่จะไม่ยอมดิวงานกับบุคคลธรรมดาเพราะจัดการระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายยาก การเป็นบริษัทจะช่วยเปิดประตูรับงานสเกลใหญ่ได้ง่ายขึ้น
3. ต้องการกู้เงินธนาคารมาขยายธุรกิจ: ธนาคารจะประเมินความน่าเชื่อถือจาก งบการเงิน ที่ผ่านการตรวจสอบโดย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ของบริษัท ซึ่งบุคคลธรรมดาไม่มีสิ่งนี้ให้ดูครับ
สรุปคำแนะนำจากใจ SETUP
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น รายได้เดือนละหลักหมื่น การอยู่แบบบุคคลธรรมดานั้นง่ายและคล่องตัวที่สุดครับ แต่ถ้าธุรกิจของคุณเริ่มติดลมบน ยอดขายแตะหลักล้าน มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ การยอมเสียค่าใช้จ่ายในการจดบริษัทและการจ้างทำบัญชีรายเดือน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะมันคือ "เกราะป้องกัน" ที่ช่วยให้คุณนอนหลับสนิท ไม่ต้องระแวงเรื่องจดหมายเรียกย้อนหลัง และช่วยดีไซน์โครงสร้างภาษีให้ประหยัดเงินได้มากที่สุดอย่างถูกกฎหมาย
ลืมภาพสำนักงานบัญชีที่พูดจาเข้าใจยากและชอบขู่ให้กลัวไปได้เลยครับ ที่ SETUP ACCOUNTING เราพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นพี่เลี้ยงที่คอยจับมือสอน และช่วยคุณวิเคราะห์ตัวเลขอย่างละเอียดว่า ถึงเวลาที่ธุรกิจของคุณต้องปรับโครงสร้างหรือยัง ทักมาคุยกับเราแบบเป็นกันเองได้เลยวันนี้ เพราะเราอยากเห็นธุรกิจของคุณเติบโตอย่างปลอดภัยและยั่งยืนที่สุดเหมือนคนในครอบครัวครับ!